ค่างวดรถยนต์ถือเป็นภาระใหญ่ก้อนใหญ่สำหรับใครหลายคน หากเผลอหลวมตัวถอยรถใหม่ในขณะที่ยังไม่พร้อม อาจมีความเสี่ยงต่อการถูกบริษัทไฟแนนซ์ยึดคืนได้

     ซึ่งการปล่อยให้ไฟแนนซ์ยึดรถกลับคืนไปนั้น หลายคนคิดว่าเรื่องจะจบ ไม่มีภาระผูกพันใดๆอีก แต่ความจริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะนอกจากจะเสียเครดิตแล้ว ยังมีหนี้อีกก้อนที่คุณต้องรับภาระเต็มๆ แม้จะไม่ได้ขับรถคันนั้นอีกแล้วก็ตาม

1.ค้างค่างวดเกิน 3 เดือนมีสิทธิ์ยึด

     ในสัญญาการเช่าซื้อทั่วไปจะระบุว่า หากมีการค้างค่างวดมากกว่า 3 เดือนติดต่อกัน บริษัทไฟแนนซ์มีสิทธิ์ยึดรถคันนั้นคืนโดยชอบด้วยกฎหมาย (แต่หากเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์ใช้ความรุนแรงหรือบุกรุกเข้ามายังเคหสถานก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

2.ไฟแนนซ์ขายรถทอดตลาด

     เมื่อไฟแนนซ์สามารถยึดรถได้ ก็จะเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด ซึ่งราคาที่ขายได้ส่วนใหญ่มักต่ำกว่าราคาขายจริงของรถรุ่นนั้น จากนั้น ยอดเงินที่ได้จะถูกนำมาหักลบกับหนี้ที่ค้างไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่พอทบหนี้ด้วยซ้ำ

3.เรียกเก็บส่วนต่างจากลูกหนี้

     ยอดเงินส่วนที่เหลือหลังจากหักลบกับยอดหนี้ จะถูกเรียกเก็บกับลูกหนี้อีกครั้ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ลูกหนี้หลายคนต้องตกใจ เพราะไม่นึกว่ารถที่ถูกยึดไปแล้วยังจะถูกเรียกเก็บส่วนต่างอีกก้อน ซ้ำยังถูกบวกค่าจิปาถะมากมาย เช่น ค่าขาดประโยชน์, ค่าติดตามทวงถาม, ค่าครอบครองรถขณะรอขายทอดตลาด เป็นต้น จนแทบไม่ต่างอะไรกับช่วงก่อนถูกยึดเลย

4.เกิดประวัติค้างชำระหนี้

     การค้างค่างวดจนถูกยึดรถนั้น มีผลทำให้ประวัติค้างชำระหนี้ ทำให้เกิดเครดิตเสีย ทำธุรกรรมทางการเงินได้ลำบาก ต้องพึ่งเงินนอกระบบที่อาจผิดกฎหมายและมีดอกเบี้ยแพง

ผ่อนไม่ไหว.. ทำไงดี?

     หากตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่จะถูกยึดรถ ควรรีบหาเงินมาชำระอย่างน้อย 1 งวด เพื่อป้องกันไม่ให้รถถูกยึด หรือหากไม่ไหวจริงๆ ให้ใช้วิธีเปลี่ยนสัญญา โดยหาผู้ซื้อมาผ่อนต่อ ซึ่งกรณีนี้จะใช้ได้ต่อเมื่อค่างวดที่เหลือ เท่ากันหรือต่ำกว่ามูลค่ารถมือสองรุ่นนั้นในตลาด เพราะหากค่างวดที่เหลือรวมกันสูงกว่าราคารถมือสองในขณะนั้น ก็คงไม่มีใครมาซื้อรถคุณต่ออย่างแน่นอน

     ดังนั้น หากไม่อยากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็ควรประเมินความสามารถในการผ่อนชำระของตัวเองตั้งแต่เริ่มต้นหรือปรึกษากับทางฝ่ายขายตั้งแต่ก่อนซื้อ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามบานปลายที่จะกระทบเครดิตคุณไปอีกนาน

View: 330