Ford Fiesta 1.6 Sport   เพียงเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก และในครั้งนี้
เราจะพาท่าน ดำดิ่ง ลงสู่ก้นทะเลลึก (เว่อ) เจาะทุกรายละเอียด กับเจ้า Ford Fiesta คันนี้กัน
แต่ก่อนที่จะเจาะๆๆๆ เรามาทราบประวัติกันก่อนว่า เหตุไฉน จึงบังเกิดมาเป็น Fiesta  จริงๆแล้ว
ในอดีต ทาง  Ford Motor Company ไม่ได้ใส่ใจกับโครงการ Fiesta ชักเท่าไหร่ แต่แล้ว ก็ได้ถือ
กำเนิด Fiesta ตัวแรกขึ้น ใช้ชื่อว่า MK-I นั้นคือจุดเริ่มต้น เมื่อ MK-I ถือกำเนิดมา และก็ประสบ
ผลสำเร็จ ด้วยยอดขายในยุโรป ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลายเป็นคู่แข่งที่หมัดหนักพอๆกับ
Volkswagen Polo ,Honda Civic  ในเวลานั้น

และเมื่อปี ค.ศ. 1983 ก็ได้กำเนิด Generration 2 (MK-II) ตัวถังคงเหมือนกับรุ่นแรก คือ
Hatchback 3 ประตู วางมีเครื่องยนต์ตั้งแต่ 957 cc  , 1.1 cc. และใน XR2  ใช้เครื่อง 1.6 cc
และยังมีเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 cc มาให้เลือกด้วย นอกเหนือจากเครื่องยนต์ ยังมีระบบเกียร์
ทั้ง แบบ ธรรมดา 4จังหวะ และธรรมดา 5จังหวะ  และในปี 1984 ก็ได้ทำรุ่นเกียร์ อัตโนมัต CVT
มาให้เลือกใช้กันอีกด้วย

ก้าวเข้าสู้ปี ค.ศ. 1990 Ford ก็ได้เปิดตัว Fiesta Generation 3 (MK-III) มีการปรับเปลี่ยนการ
ออกแบบให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น และมีเครื่องยนต์หลายขนาด ให้เลือกกัน มีทั้ง ขนาด 999 cc.
จนถึง เครื่องยนต์ Zetec ขนาด 1.8 cc และเครื่องยนต์แรงสุด 1.6 cc TURBO และอีกเช่นเคยมี
เครื่องยนต์ดีเซลมาให้เลือกกัน ขนาด 1.7 cc และในโฉมนี้ เริ่มมีตัวถัง 5ประตู มาให้เลือกอีกด้วย
หลังจากนั้นอีก 5ปี ก็มีการเปิดตัว Generation 4 (MK-IV) ครั้งนี้ถือได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้ง
ยิ่งใหญ่ แต่ใช้โครงสร้างเดิม และได้ลดขนาดเครื่องให้เลือกเพียง 1.2cc กับ 1.4 cc เท่านั้น แต่ก็
ยังไม่ทิ้งเครื่องยนต์ดีเซลไป ยังมีเครื่องดีเซลขนาด 1.7 cc มาให้เลือกอีกเช่นเคย  และในรุ่นนี้ยังมี
การปรับแต่งเล็กน้อย หรือ Minor Cahnge ใน ปี 1999

และในปี ค.ศ. 2002 ได้มีการเปิดตัว Generation 5 (MK-V) และถือโอกาสครั้งเปิดตัว ตัวถัง
ใหม่  และเครื่องยนต์ใหม่อีก 7ขนาด เริ่มตั้งแต่ Duratec 1.3cc จนถึง Duratec 2.0cc ส่วนในรุ่น
ดีเซล มีให้ 2รุ่น คือ 1.4cc TDCi และ 1.6cc TDCi

ในช่วงเวลาที่ MK-V กำลังจำหน่ายกันอยู่นั้น ทางFord ได้ซุ่มทำ รถที่จะทำให้คนทั่วโลกหันมา
สนใจยิ่งขึ้น และแล้ว ก็บังเกิดมาเป็น โกโก้ครั้น เอ๊ย ไม่ใช่ เป็น Ford Fiesta โฉมปัจจุบันนี้นี่เอง!!

1

มาดูกันสิว่า มันแจ๋วขนาดไหน และเพราะเหตุใด ถึงได้มียอดขาย ที่ขายดิบขายดี เทน้ำเทท่า ขนาดนี้

มาดูที่ตัวรถกันก่อน มิติตัวรถรุ่น Hatchback 5 ประตูนั้น ยาว 3,950 มิลลิเมตร กว้าง 1,722 มิลลิเมตร
สูง 1,454 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,489 มิลลิเมตร ความกว้างช่วงล้อหน้า 1,473 – 1,478 มิลลิเมตร
ส่วนความกว้างช่วงล้อหลัง 1,460 – 1,465 มิลลิเมตร

โดยจะแบ่งย่อยอีกนั้นคือ 1.4 Style 4AT , 1.6 Trend PowerShift และ 1.6 Sport PowerShift
โดยจะไม่มีรุ่นเกียร์ธรรมดา ทั้ง 3 รุ่นย่อย โดยรวมแล้วการตกแต่งภายนอกนั้นแถบจะเหมือนกัน
ทั้งหมด แต่ระหว่างรุ่น Style กับรุ่น Sport ก็คือ แผงพลาสติกสีดำ ตรงเปลือกกันชนหลัง
หากเป็นรุ่น Style จะเป็นแบบเรียบ ธรรมดา ถ้าเป็นรุ่น Sport จะมีลวดลายด้านล่าง

2

ส่วนด้านหน้า จะเห็นเด่นชัดเลยว่า ตัวSport  จะมีไฟตัดหมอกที่มีกรอบโครเมี่ยมมาให้ แต่ Style
จะไม่มี นอกจากนี้ ช่องรับลมตรงกันชนหน้า ยังมีลวดลายไม่มีเหมือนกันอีก ตัว Style ช่องจะมา
แบบเรียบๆ เป็นเส้นแนวนอน เรียกกัน 3แถว ส่วนตัว Sport จะมาในลายรังผึ้งห่างๆ และยังเพิ่ม
ช่องสีเหลี่ยมๆ ด้านไม่เท่ากัน ด้วยกรอบโครเมี่ยม ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อเพิ่มความดุดันให้กับรถ

3

และในรุ่น Style จะมาพร้อม ล้อกระทะ พร้อมฝาครอบล้อ ส่วนตัว Sport จะมาพร้อม ล้ออัลลอย
ขนาด 16” ลาย 5ก้าน เพียงเท่านี้ ก็ทำให้เห็นความแตกต่าง ของ Style กับ Sport แล้ว และ
ภายในยังมีอะไรที่แตกต่างกันอีก เดี๋ยวตามไปดูกัน

สีตัวถัง ของรุ่น Sedan และ Hatchback 1.4 Style จะเป็นเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ หรืออัตโนมัติ
4 จังหวะ  ก็มีให้เลือกแค่ 4 สี คือ สีขาว Cool White สีดำ Black Mica สีเงิน Highlight Silver
และสีเทา Metropolitan Grey ทั้ง 4 สี Grey Scale (สีคันนี้แหละ) ถือเป็นมาตรฐานของสีตัวถัง
สำหรับรถที่ขายดีในเมืองไทย ซึ่งมันก็มักขายดีกันอยู่แค่ 4 สีนี้แหละ
แต่ในรุ่นย่อยอื่นๆ จะมีสีพิเศษประจำรุ่น ที่แตกต่างกันออกไป ชนิดที่ว่า ถ้าเห็นสีปุ๊บ จะรู้เลยว่า
เป็นรุ่นย่อยไหน เช่นในรุ่น Sedan 1.6 Sport จะมี สี Phantom Blue เพิ่มเข้ามาให้อีก 1 สี แต่ใคร
ที่เลือกรุ่น Sedan 1.6 Trend จะโชคดีกว่าเล็กน้อย เพราะยังมีสี Sparkling Gold อันเป็นสีประจำ
รุ่นย่อยนี้ เพิ่มเข้ามาให้อีก 1 ทางเลือก
ขณะเดียวกัน รุ่น Hatchback 5 ประตู 1.6 Trend และ Sport จะมีสีพิเศษ เพิ่มเข้ามาอีก 3 สี
ได้แก่ สีแดง True Red (สีเบอร์เดียวกันกับ สีแดง ของ Mazda MX-5)  สีส้ม Chil Orange
และ สีน้ำเงิน Aurora Blue โดยจะไม่มี 2 สี ทั้ง Phantom Blue กับ Sparkling Gold ของรุ่น
Sedan 1.6 Trend แต่อย่างใด

4

มาดูภายในกันบ้าง แต่เดี๋ยวก่อน ขอหยิบกุญแจแปปนึง กุญแจจะเป็นแบบ พับเก็บได้ เป็น
รีโมทคอนโทรล แบบมีสวิชต์ สั่งล็อก – ปลดล็อกได้ในตัว เฉพาะในรุ่น Sport และ Trend
สามารถตั้งค่ากำหนด เพื่อเซ็ตให้ระบบ ช่วยพับกระจกมองข้างได้เมื่อล็อกรถโดยอัตโนมัติได้อีกด้วย

5

เมื่อเปิดประตูมาจะเจอะเจอกับการออกแบบที่แลดูดีมีฐานะ สามารถสัมผัสได้เลย และในรุ่น
Sport เวลาคุณกดรีโมท ไฟส่องสว่างบริเวณพื้น ก็จะค่อยๆสว่างขึ้นมา จุดดีคือช่วยให้เวลาหา
ของที่ตกลงบนพื้น จะสะดวกมากๆ มีแสงไฟช่วยให้ความสว่างพอเพียง (พอดีลืมถ่ายภาพมา ขอ
ประทานโทษด้วยครับ ^/\^) ส่วนการเข้าออกรถนั้น ทำได้ค่อนข้างสะดวก แต่ควรระวังหัวซักนิดก็
ยังดีนะครับ เพราะเสาคู่หน้าที่เอียงได้ พอดีกับหัวเราเวลามุดเข้าไปพอดี (วันนี้ก็โดนไปที >,<!)

6

เบาะด้านในตั้งแต่รุ่นถูก ไปจนรุ่นแพงสุด ใช้วัสดุแบบเดียวกันคือผ้าหุ้มฟองน้ำ ทุกชิ้น (ยกเว้น 1.6
Sedan Sport ที่จะเป็นเบาะหนัง)  และเวลาปรับเอนเบาะ ใช้ระบบหมุน ตรงนี้ผมว่ามันดีตรงที่
องศาที่เอียง มันปรับได้ทุกระดับ จะต่างจากระบบก้านดึงซึ่งจะล๊อกตำแหน่งเอาไว้ และที่เบาะคน
ขับยังสามารถปรับระดับความสูงได้ พื้นที่บนศรีษะ ก็มีเหลือ ไม่ติดแนบชิดจนเกินไป ทีมออกแบบทำมาได้เป็นอย่างดี เหมาะกับ ผู้ขับขี่ทั่วโลกจริงๆ

เบาะนั่งในรุ่น 5 ประตู 1.6 ลิตร Sport PowerShift จะเป็นผ้าลาย “Dotts” มาในโทนสีเข้ม
สลับกับผ้า ‘Mondus Max’ Syracuse bolsters.ลายฝีเย็บตะเข็บแบบ Fairland ทั้งเบาะหน้า และหลัง

ส่วนเบาะนั่งในรุ่น 4 ประตู 1.6 Trend PowerShift จะเป็นผ้าลาย Serk อันเป็นลวดลายวงกลม
คล้ายกับ หยดน้ำที่เพิ่งกระทบผิวน้ำ จนเกิดคลื่นเล็กๆ กระจายแผ่ออกไป เป็นลายที่จะพบได้ ใน
กระเบื้องบุผนัง ยุคใหม่ๆ จากบางค่าย

และ เบาะนั่งในรุ่น 5 ประตู 1.4 ลิตร Style 4AT และ 4 ระตู 1.4 ลิตร Style 5MT เป็นลาย
Vario อันเป็นผ้าสีเข้ม ลายเรียบๆ ไม่หวือหวา แต่ดูดี (เบาะของ Fiesta ให้ความกระชับเวลาขับ
เป็นอย่างดี รูปทรงเบาะโอบรับกับร่างกายได้ดีมากๆครับ)

7

การเข้าออกจากพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง ก็ทำได้ไม่ถึงกับสะดวกงายดายนัก แต่ถ้าเทียบกับ
รถยนต์  แบบ Hatchback ท้ายตัดด้วยกัน คงต้องถือว่า Fiesta มีพื้นที่ช่องทางเข้าประตู ที่เอื้อ
อำนวยต่อการ เข้า – ออก มากที่สุด คือ พอกันกับ Honda Jazz ดีกว่า Mazda 2 กับ Toyota Yaris
8

ในด้านความปลอดภัย Fiesta ทุกรุ่นจะมีถุงลมมาตรฐานมาให้ฝั่งคนขับ แต่ ตัว TREND กับ
SPORT สำหรับSport จะมีฝั่งซ้ายมาให้ด้วย จะทำงานควบคู่กับเข็มขัดนิรภัย แบบยึด 3จุด
นอกจากนี้ ยังติดตั้งยางรองพรมซ้อนอยู่ใต้พรมรองเท้า ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกบริเวณขาช่วงล่าง
ในกรณีที่เกิดการชน และมีระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งด้วยสัญญาณไฟบนแผงหน้าปัด และ
เสียงร้องเตือน

9

นอกจากนี้ เบาะนั่งแถวหลัง ยังสามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60 : 40 เพื่อเปิดพื้นที่ว่าง สำหรับ
สัมภาระขนาดใหญ่ หรือ ยาว หรือทั้ง 2 อย่าง…Ford ใส่เบาะหลังแบบแบ่งแยก พับพนักพิงลงมา
ได้ มาให้ครบทุกรุ่น ไม่ว่าคุณจะซื้อรุ่นท็อป 5 ประตู 1.6 ลิตร Sport  ด้านท้ายมีช่องพอที่จะวาง
ของได้แต่ไม่ได้มากมายนัก แต่ถ้าพับเบาะลงก็จะเพิ่มพื้นที่ได้มากโข เลยทีเดียว แต่จะไม่เรียบ
เสมอกันแบบ Jazz นะครับ

10

เมื่อยกพรมพื้นห้องเก็บของขึ้นมา จะพบยางอะไหล่ สวมกับล้อเหล็กสีดำ มาให้  และดูดีๆ จะพบว่า
มีสายคาด รัดสิ่งของบางอย่างไว้ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า เขาทำมา ไว้ให้รัดตรึงสิ่งของบางประเภทเอา
ไว้อยู่กับที่หรือเปล่า  และอย่าตกใจถ้า !! สีที่พ่น ดูจางกว่าสีตัวถังรถ เพราะสมัยนี้ เขาจะพ่นสีตัวรถ
กันแค่ 80 เปอร์เซ็นต์ จากตัวถังรถทั้งคัน แน่นอนว่า ช่วยประหยัดสีที่ใช้พ่นไปได้เยอะ เก็บไปพ่น
รถคันต่อๆไป ได้อีก ที่สำคัญ ยังช่วยลดการก่อปะญหาด้านสิ่งแวดล้อมทางอ้อมอีกด้วย

11

มาดูแผงคอนโซลกันบ้าง เมื่อมองมาที่จุดกลางคอนโซลก็ถึงกับพูดว่า มือถือนี่หน่า ใช้แล้ว ทีม
ออกแบบเขาตั้งใจที่จะทำให้มันคล้ายกับโทรศัพท์มือถือ เพื่อการใช้งานที่ง่ายต่อผู้ขับขี่ Ford
พยายามออกแบบ แผงควบคุม ให้มีจำนวนสวิชต์ อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม มีปริมาณสวิชต์ ไม่
มากไม่น้อย ดูรู้สึกว่า “เต็มแผง” ขณะเดียวกัน ก็ใช้งานไม่ถึงกับยากจนเกินไป สัมผัสบนปุ่ม ทำมา
ค่อนข้างใช้ได้ สำหรับรถยนต์ในระดับราคานี้ ที่สำคัญ เมื่อคุณนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ และเอื้อมมือไปกดปุ่มบนแผงควบคุม คุณจะสัมผัสได้เลยว่า ตำแหน่งนี้ละ เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับแผงสวิชต์ เหล่านี้

12

ตำแหน่งของอุปกรณ์ ไล่จากขวา มา ซ้าย สวิชต์กระจกหน้าต่างไฟฟ้ มีมาให้ครบทั้ง 4 บานทุกรุ่น
เฉพาะฝั่งคนขับจะเป็นแบบ One-Touch ขึ้น – ลงได้ เพียงการกด หรือยกขึ้น ครั้งเดียวจนสุด ถัด
ขึ้นไป ติดกับมือจับเปิดประตู เป็นสวิชต์กระจกมองข้างปรับด้วย ไฟฟ้า มีมาให้ครบทุกรุ่น แต่จะมี
เฉพาะรุ่น 1.6 Sport และ 1Trend ทั้ง 2 ตัวถังเท่านั้น ที่จะมีระบบพับกระจกมองข้างด้วยไฟฟ้ามา
ให้ ซึ่งคุณสามารถตั้งค่าการพับได้ ในเมนูย่อยของระบบ แสดงข้อมูลในรถ (กรุณาไปลองใช้งาน
กันเอาเองตามคู่มือ)  สวิชต์ เปิดไฟหน้าแบบมือบิด อยู่ด้านใต้ช่องแอร์ฝั่งขวามือของคนขับ

13

พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้ และระยะใกล้ – ไกล จากตัวผู้ขับได้ ในรุ่น 1.6 Sport ทั้ง 2 ตัวถัง จะตกแต่ง
ด้วยลายสีเงิน มีสวิชต์ควบคุการทำงานของชุดเครื่องเสียงมาให้ ที่ฝั่งซ้ายของแป้น พวงมาลัย
แป้นฐานเกียร์ และคันเกียร์ ของรุ่น 1.6 Sport ทั้ง 2 ตัวถังจะล้อมกรอบด้วยลาย โครเมียมขึ้นเงา
ช่องแอร์ของทุกรุ่น ฝั่งซ้ายสุด และขวาสุดเป็นแบบวงกลม หมุน และปิดได้เหมือนกับรถยุโรปขนาด
เล็กหลายรุ่นในตอนนี้

ในรุ่นSport ยังมีระบบสั่งงานด้วยเสียงมาให้ ซึ่งถ้าเทียบกับรถขนาดเดียวกัน ละก็ถือได้ว่านี่เป็น
เทคโนโลยี ที่ล้ำกว่าคู่แข่งเป็นไหนๆ ข้อดีของระบบนี้คือ คุณเพียงแค่พูดสิ่งที่ต้องการใช้งาน
ระบบก็จะเปลี่ยนให้อัตโนมัต และยังสามารถสั่งให้ค้นหารายชื่อในสมุดโทรศัพท์ได้อีกด้วย แต่มีข้อ
เสียคือ ต้องใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ เท่านั้น และต้องสั่งไล่เมนู หลักไล่ไป ซึ่งตรงนี้ทำให้เราต้อง
พูดหลายรอบมากมาย นอกจากนี้ Fiesta ทุกรุ่น ทุกคัน จะมีจุดเชื่อมต่อเครื่องเล่น MP3 และ
AUX เพื่อเชื่อมต่อกับเครื่องเล่นเพลง หรืออุปกรณ์เพื่อความบันเทิงส่วนบุคคล เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

14

ส่วนเครื่องปรับอากาศ ทุกรุ่นของตัวถัง Hatchback 5 ประตู และ Sedan รุ่น Trend กับ Style
จะมีสวิชต์ควบคุมเครื่องปรับอากาศมาให้ แบบเดียวกันทั้งหมด สวิชต์ จะมี 3 วงกลม เล็ก ใหญ่
และเล็กฝั่งซ้าย ไว้ควบคุมสวิชต์พัดลม ตรงกลาง ควบคุมทิศทางของความเย็น สู่ห้องโดยสาร มี
ปุ่มเปิด – ปิดรับอากาศจากภายนอกรถเข้ามา และ ฝั่งขวาไว้เร่งหรือลดน้ำยาแอร์ ยกเว้นเพียงรุ่น
เดียวเท่านั้น คือรุ่น Sedan 1.6 ลิตร Sport ที่จะมีสวิชต์เครื่องปรับอากาศแบบ Digital อัตโนมัติ
มาให้ เป็นพิเศษ
ข้างลำตัว ผู้ขับขี่กับผู้โดยสารด้านหน้า ไม่มีกล่องคอนโซลใดๆมาให้เลย มีแค่ช่องวางแก้วน้ำ2 ตำแหน่ง
สำหรับ ผู้โดยสารด้านหน้า และ 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ช่องใส่แก้วน้ำ ทำออกมา
ค่อนข้างหลวมไปหน่อย ถ้าต้องใส่ขวดน้ำแบบ 10-12 บาท แต่ถ้าใส่แก้วกาแฟ ผมว่าน่าจะกำลังพอดี

15

Ford Fiesta ที่จำหน่ายในประเทศไทยนั้น เครื่องยนต์ 1.6L Duratec Ti-VCT โดยเครื่องยนต์
ตัวนี้มีระบบวาวแปรผันทั้งระบบไอดีและไอเสียทำให้การปรับเปลี่ยนของวาวเป็นไปได้อย่างเหมาะ
สมต่อรอบเครื่องยนต์ในการใช้งาน เครื่องตัวนี้ให้กำลังถึง121 แรงม้า  ที่ 6,000 รอบ/นาที แรง
บิดสูงสุด 151 นิวตันเมตร ที่ 4.050 รอบ/นาที ใช้น้ำมันเบนซินได้หมดจนถึงได้ถึง E20 จับคู่กับ
เกียร์คลัชคู่ PowerShift 6จังหวะอัตราทด ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วและต่อเนื่อง แล้วยังมีเกียร์
Overdrive อีกถึงสองเกียร์สุดท้าย ทำให้ลดรอบเครื่องยนต์ในความเร็วสูงมีผลช่วยในการสิ้น
เปลืองเชื้อเพลิง

15

ด้านระบบรองรับนั้น แม้ว่า Fiesta ในทุกเวอร์ชัน จะใช้พื้นฐานระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบ แม็ค
เฟอร์สันสตรัต ส่วนด้านหลังจะเป็นแบบ คานบิด ติดกระด้างนิดหน่อยอาจจะเป็นรุ่น Sport ที่ช่วง
ล่างจะแตกต่างจากรุ่นธรรมดา แต่ก็ยังมีความนุ่มนวลให้ได้รู้สึก แต่พอเจอสภาพถนนที่มีปัญหา ก็
สะท้านให้รู้สึก

เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงไร้ปัญหาให้กังวลหรือหวาดเสียว อาจจะด้วยเป็นรถแบบ5ประตูที่มีช่วงท้าย
ที่สั้น ทำให้น้ำหนักเทลงล้อได้ดี ไม่แกว่งไปที่ท้ายเหมือนรถซีดาน4ประตูทั่วไป และในความเร็วสูง
ก็ยังนิ่งไม่วอกแวกหรือแกว่งไกวให้หวาดเสียว ช่วงล่างตัวนี้ยอมรับจริงๆ ว่าปรับเซ็ทได้ดีมาก แลก
กับความแข็งขึ้นมาอีกนิดแต่ผมมองว่าคุ้มถ้าแลกกับช่วงล่างที่แน่นหนึบได้ขนาดนี้สำหรับในรุ่น Sport

16

การบริโภคน้ำมันก็ไม่ได้มากตามขนาดเครื่อง ขับอยู่ทั่วไปก็ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ13-14กิโลเมตร/ลิตร
แต่ขับในเมืองก็ทำใจหน่อยรถเครื่องใหญ่ แต่ในการขับนอกเมืองหรือทางไกลคงได้เกียร์ช่วยลด
รอบเครื่องยนต์ช่วยให้ลดการบริโภคน้ำมันได้อย่างเกินคาดสำหรับเครื่องใหญ่ขนาดนี้ (เติม E20 ได้)

17

ขอสรุปสั้นๆตรงนี้เลยว่า Fiesta เป็นรถที่มีดีรอบตัวจริงๆ เด่นสุดๆเลยคือเรื่องการประหยัดน้ำมัน
ที่ทำได้ดีกว่าคู่แข่งใน รุ่นเดียวกัน แต่ก็ต้องมีข้อให้ติบ้างเล็กน้อย พื้นที่ห้องโดยสารนั้นแคบนั่งไม่
สบาย เพราะพื้นที่วางขาน้อย  อาการเกียร์กระตุก ในช่วงจังหวะ การเปลี่ยนเกียร์ สำหรับคนที่ขับรถ
เร็ว แต่ถ่ขับเรื่อยๆไม่มีปัญหาอะไรมาก การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องก็นานกว่ารถระดับเดียวกัน
เพราะ เข้าเช็กระยะครั้งแรกอยู่ที่ 15,000 กิโลเมตร ตามสมุดรับประกัน ข้อดีต่างๆที่มีอยู่มากทำให้
มองข้ามขอติที่มีอยู่จนให้อภัย  สำหรับท่านใดที่สนใจยัไงก็ลองแวะมาชมรถก่อนได้ที่ ศูนย์รถยนต์
54นิวัฒน์ หรือโทรมาสอบถามข้อมูลจากฝ่ายขายก่อนก็ได้นะครับ เรามีให้คุณเลือกทั้งแบบ
Sedan และ Hatchback มีทั้งรุ่น TOP อย่างSport ตัวรอง Trend หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็น
ประโยชน์ในการตัดสินใจซื้อ เผื่อไว้เป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหารถ Hatchback อยู่
หรือไว้เป็นความรู้ก็ไม่ว่ากัน

View: 185